สนับสนุนโดย

Fall Out Boy
Fall Out Boy

ขณะที่ Pete Wentz มือเบสและนักแต่งเพลงของวง Fall Out Boy เดินขึ้นไปรับรางวัล MTV Awards จากเพลง Sugar We're Going Down เขาคิดอยู่อย่างเดียวว่า "อย่าหลุดคำหยาบออกมานะเฟ้ย" จากนั้นไม่นาน Fall Out Boy ก็มีชื่อเข้าชิง Grammy Awards สาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ชื่อของพวกเค้าก็ไม่หยุดแค่นั้น วง Fall Out Boy คว้ารางวัล Teen Choice Awards มาได้อีก 3 รางวัล และซิงเกิ้ล "Dance, Dance" ก็คว้ารางวัล MTV Music VDO Awards สาขาเพลงที่ได้รับเลือกจากคนดูมากที่สุดและยังเข้าชิงในสาขามิวสิควิดีโอศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยมอีกด้วย

แม้จะประสบความสำเร็จมากมายสร้างชื่อจากอัลบั้มชุดที่แล้ว หนุ่มๆ วงนี้ก็ยังยึดถือแนวทางในการทำเพลงแบบตัวเองอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเอาซะเลย แต่นั่นคือการทำเพลงในแบบที่พวกเขารักและไม่ได้ทำเพียงเพื่อเอาใจกระแสเท่านั้น เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ทำเพลงเพราะอยากดังแถมยังตั้งตัวไม่ติดด้วยซ้ำกับความสำเร็จที่ถาโถมเข้ามา

กลุ่มนักดนตรีที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวกเด็กโข่งยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพลงอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเล่นดนตรีให้คน 5 พันคนหรือแค่ 5 คนก็ตาม "ยิ่งคุณพยายามทำให้ทุกคนพึงพอใจมากเท่าใด คุณก็ยิ่งทำไม่สำเร็จมากเท่านั้น" Patrick Vaughn Stump นักร้องนำและมือกีตาร์ประจำวงกล่าว

ความสำเร็จจาก From Under The Cork Tree ไม่ได้ทำให้หนุ่มๆ กลุ่มนี้ได้ใจหรือกร่างแต่อย่างใด ทั้งที่งานยุ่งสุดขีดแต่พวกเขาก็ยังหาเวลาตะลุยทำงานเพลงที่รักด้วยการออกผลงานชุดใหม่ที่มีชื่อว่า Infinity on High

ในส่วนของชื่ออัลบั้ม Infinity On High นั้น มีที่มาจากจดหมายที่ Vincent Van Gogh จิตรกรชื่อดังเขียนถึงน้องชายในปี 1888 ในจดหมาย Van Gogh บรรยายถึงพลังงานของเขาที่ถูกสูบฉีดเข้าไปในเนื้องานซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากใบตรวจโรคของเขา โดยเฉพาะประโยคที่กล่าวว่า "ให้ระวังดวงดาวและท้องฟ้าที่สูงขึ้นไปไม่มีที่สิ้นสุด และนั่นเองที่ชีวิตจะดูเหมือนมีเสน่ห์อันน่าหลงใหล"

ซิงเกิ้ลแรก "This Ain't A Scene, It's an Arms Race" เพลงชื่อยาวๆ กับคอรัสที่เป็นการร้องแบบพั้งก์ร็อคสุดโต่งบวกกับจังหวะดนตรีที่กระแทกกระทั้นขนาดทำผงกหัวและกระทืบเท้าไปพร้อมๆ กันได้ Wentz อธิบายว่า "นี่คือวิธีการแสดงออกถึงความคลั่งใคล้หลงใหลของเราต่อศิลปะ วัฒนธรรมและความรักยุคใหม่" เพลงนี้เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในงาน American Music Awards จากนั้นไม่นานก็ไต่ขึ้นชาร์ต Billboard Pop 100 airplay ทันที

อัลบั้มชุดนี้ยังคงเป็นโปรดิวเซอร์คนเดิม Neal Avron ที่ทำให้ชุดที่แล้ว ที่แปลกก็คือการร่วมงานกับ Babyface โปรดิวเซอร์ R&B ชื่อดัง "เรารักวิธีที่เขาเรียงร้อยเมโลดี้ออกมา" Wentz กล่าวถึงการร่วมงานกับ Babyface "Patrick ต้องร้องเพลงด้วยเรนจ์เสียงที่กว้างขึ้นและมีความเป็นโซลมากกว่าเดิม เราจึงต้องการใครสักคนที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งนี้ได้"

"Hum Hallelujah"เริ่มประเดิมในท่อนที่สามด้วยจังหวะกลองที่ฟังคล้ายการเต้นรำของเผ่าอินเดียนแดงพื้นเมือง ผสมผสานกับคอรัสแบบกลุ่มนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ที่ทำให้หวนนึกถึงเพลง "Hallelujah" ของ Leonard Cohen เพลงนี้ยังเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเศร้าๆ ของ Wentz ในช่วงที่เขาต่อสู้และเอาชนะความโดดเดี่ยวที่เขาต้องเผชิญระหว่างอัดอัลบั้มชุด Cork Tree

ในอัลบั้มนี้ยังมีกลิ่นไอของยามราตรีและเพลงคลาสสิกปะปนมาด้วย "Golden"เริ่มต้นด้วยเปียโนที่อบอุ่นละมุนละม่อมแล้วกระแทกกระทั้นขึ้น กับน้ำเสียงของ Stump ที่ฟังดูเศร้าสร้อยพอๆ กับเสียงเปียโน "Thriller" เป็นการกล่าวในเชิงขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุนวง Fall Out Boy มาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มต้น แถมยังแอบเย้ยหยันนักวิจารณ์ทั้งหลายที่เคยปรามาสไว้ว่าวงนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้

"ไอเดียของอัลบั้มนี้ก็คือใครที่ซื้อไป จงเอามันกลับบ้านแล้วเปิดฟังซะท่ามกลางความมืดมิด" Wentz กล่าว "เรารักบทเพลงที่เราบรรเลงและบางครั้งความรู้สึกที่จริงใจนี้ก็ดูเหมือนว่าจะส่งผ่านไปยังผู้ฟังได้"

ลงโฆษณาบนไซท์นี้