สนับสนุนโดย

Rihanna
ริฮันน่า

นี่เป็นปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญมากมายและเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้นักร้องสาวจากหมู่เกาะบาร์บาโดสผู้มีนามว่ารีฮันน่า นอกเหนือจากการบันทึกเพลง "Pon De Replay" ซึ่งเป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลฮิตที่สุดแห่งปี 2005 แล้ว เธอยังชนะใจมหาชนด้วยเสน่ห์ของชาวบาร์บาโดสเชื้อสายครีโอล

พอค่ายเพลง Def Jam Records ปล่อยอัลบั้มเปิดตัวชุดแรกของรีฮันน่าออกมา (Music of the Sun) ก็เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยคนนี้เป็นมากกว่าแค่กระแสนิยมชั่ววูบ ด้วยหลักการทำงานที่ชวนให้นึกถึงนักร้องสาวผิวดำค่าย Motown ในอดีตที่ดนตรีโซลครองบัลลังก์วงการเพลง ริฮันน่าก็ได้ออกตระเวนเดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลก

ในปี 2005 เราได้เห็นรีฮันน่าออกทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับเกว็น สเตฟานี ทำให้คนดูมันส์จนเหงื่อแตกในญี่ปุ่น ถ่ายภาพขึ้นปกนิตยสารในลอสแองเจลลิสและแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในเรื่อง "Bring It On Yet Again" นับเป็นการเดินทางที่ยาวไกลจากชีวิตอันเงียบสงบที่เธอเคยเป็นเมื่ออยู่ในเขตปกครองเซนต์ไมเคิลบนหมู่เกาะบาร์บาโดส รอบิน รีฮันน่า เฟนตี้ (Robyn Rihanna Fenty) ก้าวเข้าสู่วงการเพลงได้โดยปราศจากเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงใดๆ ตอนนี้เธอพร้อมตั้งรับกับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2006 เมื่อเธอกลับมาอีกครั้งพร้อมอัลบั้มชุดที่สอง A Girl Like Me.

"ปี 2005 สอนฉันให้รู้จักความทุ่มเทและรับผิดชอบเพื่อทำฝันนี้ให้เป็นจริง ฉันต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ อย่างการฝึกซ้อม การฝึกฝน การเรียน การให้สัมภาษณ์ การถ่ายทำมิวสิกวิดีโอตลอดทั้งวัน อาชีพนี้อาจดูหรูหรางดงามแต่มันคืออาชีพที่ต้องทำงานหนัก"

"มีหลายครั้งในอดีตที่ฉันไม่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ด้วยเลย ตอนอัดเสียงอัลบั้มชุดนี้ ฉันอยากให้มันออกมาเหมือนว่าฉันกำลังพูดคุยหญิงสาวที่อยู่ในวัยเดียวกันกับฉัน" นักร้องสาววัย 18 ปีกล่าวเปิดใจ "ผู้คนชอบคิดว่าเพราะเรายังเด็ก เราจึงมีความคิดที่ไม่สลับซับซ้อน แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลย เรารับมือกับชีวิต ความรักและการอกหักในแบบเดียวกันกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าเราไม่กี่ปี เป้าหมายของฉันในอัลบั้มชุด A Girl Like Me คือค้นหาบทเพลงที่แสดงออกถึงหลายสิ่งที่ผู้หญิงอยากบอกแต่ไม่รู้ว่าควรใช้คำพูดแบบไหนดี"

ริฮันน่ากลับมาพร้อมอีกหนึ่งซิงเกิ้ลฮิตที่ทำให้ผู้ฟังต้องอ้อนวอนขอดีเจให้เปิดซ้ำอีกรอบ เพลงที่สุดแสนเผ็ดร้อนอย่าง "S.O.S." ซึ่งโปรดิวซ์โดย Jason Rotem ได้นำพากลิ่นไอแห่งหน้าร้อนมาให้สัมผัสกันก่อนฤดูกาล ด้วยจังหวะที่ติดหูและทำนองที่ยั่วใจ เพลง "S.O.S." ใช้ดนตรีแนวอีเล็กโทร-ฟังก์จากเพลงสุดคลาสสิก "Tainted Love" แห่งยุค 80 ของวง Soft Cell มาสรรค์สร้างเพลงที่เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกของความรักในวัยหนุ่มสาว

เมื่อหันมาดูพัฒนาการในฐานะศิลปิน ริฮันน่าได้บันทึกเพลงอกหักรักสลายที่สุดแสนงดงามอย่างเพลง "Unfaithful" เพลงนี้แต่งขึ้นจากปลายปากกาของ Ne-Yo และ Stargate ที่เป็นศิลปินร่วมค่ายกับรีฮันน่า "Unfaithful" บอกเล่าเรื่องราวการล่มสลายสุดรันทดของความสัมพันธ์เมื่ออีกฝ่ายเริ่มนอกใจ โดยในเพลงนี้ฝ่ายที่หันไปมีคนใหม่คือฝ่ายหญิง

แทร็กที่ชวนให้ประหลาดใจที่สุดน่าจะเป็นเพลง "Kisses Don't Lie" ที่มีดนตรีแนวร็อกผสมดนตรีชาวเกาะ บริษัทโปรดัคชั่นของเธอ SRP ใช้การผสมผสานระหว่างดนตรีแนวคาริบเบียน กีตาร์ไฟฟ้าและเสียงเบสที่สะกดผู้ฟังให้อยู่หมัด "เพราะมาจากเกาะบาร์บาโดส ฉันจึงไม่ค่อยได้ฟังเพลงร็อกมากนัก" รีฮันน่าสารภาพหมดเปลือก "การได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตกับเกว็นเปลี่ยนมุมมองของฉันไปเลย ตอนเข้าไปปรึกษาโปรเจคนี้กับ L.A. Reid ประธานค่ายเพลง Island Def Jam Records ฉันได้พูดย้ำกับเขาให้แน่ใจว่าฉันอยากทดลองทำเพลงที่มีกลิ่นไอความเป็นร็อกดูบ้าง"

ระหว่างการบันทึกเสียงอัลบั้ม A Girl Like Me ริฮันน่าบินไปจาไมก้าเพื่อบันทึกเสียงร่วมกับ Sean Paul ในเพลงคู่ "Break It Off" รีฮันน่าเล่าถึงเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้มว่า "เขาพาฉันไปดูพิพิธภัณฑ์ Bob Marley ก่อนจะไปอัดเสียงที่สตูดิโอ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งสุดๆ พอเราไปถึงที่สตูดิโอ ฉันรู้สึกราวกับว่าจิตวิญญาณของ Bob Marley อยู่ในห้องเดียวกับเรา"

ด้วยอัลบั้ม A Girl Like Me นักร้องสาวสุดสวยคนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพัฒนาการของเธอไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลังจากมียอดขายทะลุ 1 ล้านก็อปปี้ทั่วโลกจากอัลบั้มชุดแรก ฤดูร้อนนี้ก็ตกเป็นของรีฮันน่าอีกครั้ง

ลงโฆษณาบนไซท์นี้